บทความนี้จะพาคุณไปเจาะลึกเรื่อง GDP (Gross Domestic Product) หรือ “ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ” แบบถอนรากถอนโคน เพื่อให้คุณเข้าใจว่าทำไมตัวเลขเพียงตัวเดียวถึงมีผลต่อกระเป๋าสตางค์ของคนทั้งโลก และส่งผลต่อค่าเงิน EUR/USD อย่างรุนแรง
ลองจินตนาการว่าแต่ละประเทศคือ “บริษัทหนึ่งบริษัท” GDP ก็คือ “ยอดขายรวม” ของบริษัทนั้นในหนึ่งปี ถ้าปีนี้บริษัทมียอดขายมากกว่าปีที่แล้ว แสดงว่าบริษัทเติบโตดี พนักงาน (ประชาชน) มีแนวโน้มจะได้โบนัส แต่ถ้าบริษัทมียอดขายลดลง แสดงว่าเริ่มมีปัญหา
GDP คือ มูลค่าตลาดของสินค้าและบริการขั้นสุดท้ายทั้งหมดที่ผลิตขึ้น ภายในประเทศ ในช่วงเวลาหนึ่ง (ปกติจะวัดกันทุก 3 เดือน หรือทุก 1 ปี)
ที่มาของ GDP: เขาคำนวณมาจากไหน?
วิธีการคำนวณ GDP ที่นิยมที่สุดคือ ด้านรายจ่าย (Expenditure Approach) เพราะมันบอกเราได้ชัดเจนว่า “เงินในประเทศหมุนเวียนไปที่ไหนบ้าง” โดยใช้สูตรที่เป็นมาตรฐานสากลดังนี้:
$$GDP = C + I + G + (X – M)$$
1. C = Consumption (การบริโภคของภาคประชาชน)
นี่คือส่วนที่ใหญ่ที่สุดของ GDP คือเงินที่ “คุณและผม” จ่ายออกไป เช่น ซื้อข้าว กินกาแฟ จ่ายค่าตั๋วหนัง ซื้อไอโฟน
- ที่มาของข่าวดี: คนมีความมั่นใจ ออกมาจับจ่ายใช้สอย
- สาเหตุที่ตัวเลขนี้ตก: คนกังวลเรื่องอนาคต ตกงานเยอะ เลยเก็บเงินไม่ยอมใช้
2. I = Investment (การลงทุนของภาคเอกชน)
เงินที่บริษัทต่างๆ จ่ายเพื่อขยายธุรกิจ เช่น การสร้างโรงงานใหม่ ซื้อเครื่องจักร ซื้อซอฟต์แวร์ รวมถึงการสร้างบ้านใหม่ของประชาชนด้วย
- ที่มาของข่าวดี: ดอกเบี้ยต่ำ ธุรกิจมองเห็นกำไรเลยกล้าลงทุน
- สาเหตุที่ตัวเลขนี้ตก: ดอกเบี้ยสูงขึ้น ต้นทุนการกู้ยืมแพง ธุรกิจเลยชะลอการขยายตัว
3. G = Government Spending (การใช้จ่ายของภาครัฐ)
เงินที่รัฐบาลจ่ายเพื่อจ้างพนักงานของรัฐ สร้างถนน สร้างรถไฟฟ้า หรือการจัดซื้อจัดจ้างต่างๆ (ไม่รวมเงินสวัสดิการที่โอนให้เปล่าๆ)
- ที่มาของข่าวดี: รัฐบาลมีโครงการเมกะโปรเจกต์ หรืออัดฉีดงบกระตุ้นเศรษฐกิจ
4. X – M = Net Exports (การส่งออกสุทธิ)
- X (Export): สินค้าที่เราขายให้ต่างชาติ (เงินไหลเข้าประเทศ)
- M (Import): สินค้าที่เราซื้อจากต่างชาติ (เงินไหลออกนอกประเทศ)
- ถ้า X > M: เราได้ดุลการค้า (บวกต่อ GDP)
- ถ้า X < M: เราขาดดุลการค้า (ลบต่อ GDP)
ทำไม GDP ถึงทำให้ค่าเงินขึ้นหรือลง?
นี่คือส่วนที่สำคัญที่สุดสำหรับเทรดเดอร์ Forex:
กรณีที่ 1: GDP ออกมา “สูงกว่าคาด” (ข่าวดี)
- เศรษฐกิจแกร่ง: สะท้อนว่าประชาชนมีเงิน ธุรกิจมีกำไร
- ดึงดูดนักลงทุน: นักลงทุนต่างชาติอยากเอาเงินมาลงในประเทศที่เศรษฐกิจโต เพราะได้กำไรมากกว่า
- ดอกเบี้ยอาจขึ้น: เมื่อเศรษฐกิจโตเกินไป ธนาคารกลาง (Fed หรือ ECB) มักจะขึ้นดอกเบี้ยเพื่อป้องกันเงินเฟ้อ
- ผลลัพธ์: ความต้องการสกุลเงินนั้นเพิ่มขึ้น → ค่าเงินแข็งค่าขึ้น
กรณีที่ 2: GDP ออกมา “ต่ำกว่าคาด” (ข่าวร้าย)
- เศรษฐกิจชะลอตัว: ถ้า GDP ติดลบติดต่อกัน 2 ไตรมาส จะเรียกว่า “Technical Recession” (เศรษฐกิจถดถอย)
- เงินไหลออก: นักลงทุนกลัวความเสี่ยง จึงย้ายเงินไปลงทุนในประเทศอื่นที่มั่นคงกว่า
- ดอกเบี้ยอาจลด: ธนาคารกลางต้องลดดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นให้คนกลับมากู้เงินไปใช้จ่าย
- ผลลัพธ์: คนเทขายสกุลเงินนั้น → ค่าเงินอ่อนค่าลง
ข้อควรระวังสำหรับมือใหม่
- GDP เป็นข่าวที่ประกาศล่าช้า (Lagging Indicator): เพราะกว่าจะรวบรวมข้อมูลเสร็จ ไตรมาสนั้นก็เกือบจะจบไปแล้ว ดังนั้นบางครั้งตลาดอาจจะไม่ตื่นเต้นเท่ากับข่าวการจ้างงาน (NFP) หรือเงินเฟ้อ (CPI) ซึ่งเป็นข้อมูลที่สดใหม่กว่า
- การปรับทบทวนตัวเลข (Revision): ตัวเลข GDP มักจะมีการประกาศ 3 ครั้ง (ตัวเลขเบื้องต้น, ตัวเลขแก้ไข, และตัวเลขสรุป) ตัวเลขเบื้องต้น (Advance GDP) มักจะทำให้กราฟวิ่งแรงที่สุดเพราะเป็นข้อมูลใหม่ที่ตลาดเห็นครั้งแรก
สรุป: GDP คือดัชนีชี้วัดความรวยของประเทศ ถ้าเลขเป็นบวกและโตขึ้นเรื่อยๆ ค่าเงินนั้นก็มักจะมีแรงส่งให้แข็งค่าขึ้นครับ