เข้าใจพื้นฐาน: แข็งค่า vs อ่อนค่า คืออะไร?

สำหรับมือใหม่ที่เพิ่งเริ่มศึกษาเรื่องค่าเงิน การเข้าใจ “ค่าเงินบาท” จะช่วยให้เห็นภาพรวมของโลก Forex ได้ชัดเจนขึ้น เพราะมันใกล้ตัวเราที่สุดครับ บทความนี้จะอธิบายว่าทำไมเงินบาทถึงแข็งค่าหรืออ่อนค่า และใครคือคนขับเคลื่อนเบื้องหลัง

ก่อนอื่นต้องมองว่า “เงินบาทคือสินค้าชนิดหนึ่ง” ราคาของมันจะขึ้นลงตามความต้องการซื้อ (Demand) และความต้องการขาย (Supply)

  • เงินบาทแข็งค่า: ใช้เงินบาทน้อยลงเพื่อแลก 1 ดอลลาร์ (เช่น จาก 36 บาท เหลือ 33 บาท)
  • เงินบาทอ่อนค่า: ต้องใช้เงินบาทมากขึ้นเพื่อแลก 1 ดอลลาร์ (เช่น จาก 33 บาท ไปเป็น 36 บาท)

5 สาเหตุหลักที่ทำให้เงินบาท “แข็งค่า” หรือ “อ่อนค่า”

1. ดุลการค้าและการท่องเที่ยว (หัวใจหลักของไทย)

ประเทศไทยพึ่งพาการส่งออกและการท่องเที่ยวสูงมาก

  • แข็งค่า: เมื่อเราส่งออกสินค้าได้มาก หรือมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาเยอะ พวกเขาต้องเอาเงินดอลลาร์มา “แลกเป็นเงินบาท” เพื่อจ่ายค่าโรงแรมหรือซื้อของ ความต้องการเงินบาทที่สูงขึ้นทำให้เงินบาทแข็งค่า
  • อ่อนค่า: เมื่อเรานำเข้าสินค้าเยอะ (เช่น ราคาน้ำมันโลกพุ่งสูง) เราต้องเอาเงินบาทไป “แลกเป็นดอลลาร์” เพื่อจ่ายต่างชาติ ความต้องการเงินบาทลดลงแต่ต้องการดอลลาร์เพิ่มขึ้น เงินบาทจึงอ่อนค่า

2. ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย (Interest Rate Differential)

เงินจะไหลไปหาที่ที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่าเสมอ

  • แข็งค่า: หากธนาคารกลางแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประกาศขึ้นดอกเบี้ย ในขณะที่สหรัฐฯ คงดอกเบี้ย นักลงทุนจะขนเงินมาฝากในไทยเพื่อกินดอกเบี้ยที่สูงกว่า ทำให้เกิดแรงซื้อเงินบาท
  • อ่อนค่า: หากสหรัฐฯ (Fed) ขึ้นดอกเบี้ยแรงๆ แต่นักลงทุนมองว่าดอกเบี้ยไทยต่ำเกินไป เขาจะถอนเงินออกจากไทยไปฝากที่อเมริกาแทน เงินบาทจึงถูกเทขาย

3. การลงทุนจากต่างชาติ (ฟันด์โฟลว์ – Fund Flow)

  • แข็งค่า: เมื่อนักลงทุนต่างชาติเชื่อมั่นในเศรษฐกิจไทย แล้วขนเงินมาซื้อหุ้นไทยหรือพันธบัตรไทย เขาต้องซื้อเงินบาทเพื่อใช้ลงทุน
  • อ่อนค่า: เมื่อเกิดความไม่สงบทางการเมือง หรือเศรษฐกิจไทยดูไม่น่าสนใจ นักลงทุนต่างชาติจะขายหุ้นทิ้งแล้วแลกเงินบาทกลับเป็นดอลลาร์เพื่อเอาเงินออกนอกประเทศ

4. สถานะ “Safe Haven” ในภูมิภาค

ในบางช่วงเวลาที่เศรษฐกิจโลกปั่นป่วน แต่ประเทศไทยมีทุนสำรองระหว่างประเทศสูงมาก นักลงทุนอาจมองว่าเงินบาทมีความมั่นคงและใช้เป็นที่พักเงินชั่วคราว ส่งผลให้เงินบาทแข็งค่าขึ้นได้แม้เศรษฐกิจไทยจะไม่ได้โตหวือหวา


ยกตัวอย่างให้เห็นภาพ

ตัวอย่างที่ 1: ช่วงไฮซีซั่น (เงินบาทแข็งค่า)

หน้าหนาวนักท่องเที่ยวแห่เที่ยวภูเก็ตและเชียงใหม่ นักท่องเที่ยว 10 ล้านคน ถือเงินดอลลาร์เข้ามาแลกเงินบาทพร้อมๆ กัน เพื่อซื้อตั๋วเครื่องบินและจ่ายค่าที่พัก แรงซื้อเงินบาทมหาศาลนี้ส่งผลให้เงินบาทแข็งค่าขึ้น

ตัวอย่างที่ 2: ราคาน้ำมันโลกพุ่งสูง (เงินบาทอ่อนค่า)

ไทยเป็นประเทศที่นำเข้าน้ำมันดิบเกือบทั้งหมด เมื่อราคาน้ำมันโลกพุ่งสูงขึ้น บริษัทน้ำมันในไทยต้องรวบรวมเงินบาทจำนวนมากเพื่อไปแลกเป็นดอลลาร์ไปจ่ายค่าเบนซิน/ดีเซล การเทขายเงินบาทเพื่อซื้อดอลลาร์ครั้งใหญ่ทำให้เงินบาทอ่อนค่าลง


ใครได้ประโยชน์ ใครเสียประโยชน์?

สถานการณ์ผู้ที่ได้ประโยชน์ผู้ที่เสียประโยชน์
เงินบาทแข็งค่า (35 → 30)ผู้นำเข้า: ซื้อของจากต่างประเทศได้ถูกลง, นักท่องเที่ยวไทย: ไปเที่ยวเมืองนอกใช้เงินน้อยลงผู้ส่งออก: ขายของได้เงินบาทน้อยลง, การท่องเที่ยว: ฝรั่งรู้สึกว่ามาไทยแล้วของแพง
เงินบาทอ่อนค่า (30 → 35)ผู้ส่งออก: แลกเงินกลับมาได้บาทมากขึ้น, การท่องเที่ยว: ดึงดูดฝรั่งเพราะค่าครองชีพถูกลงผู้นำเข้า: ต้นทุนสินค้าแพงขึ้น (เช่น น้ำมัน, ไอโฟน), ประชาชน: เสี่ยงต่อเงินเฟ้อเพราะราคาสินค้านำเข้าแพง

สรุป: ค่าเงินบาทคือดัชนีชี้วัดความต้องการของเศรษฐกิจไทยในสายตาโลก หากเรามีรายได้เข้าประเทศเยอะหรือดอกเบี้ยน่าดึงดูด เงินบาทจะแข็งค่า แต่ถ้าเรามีรายจ่ายออกนอกประเทศเยอะหรือความเชื่อมั่นลดลง เงินบาทก็จะอ่อนค่าลงครับ