ภาพรวมตลาดและการเคลื่อนไหวของราคา
คู่เงิน EUR/USD ปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่องในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยล่าสุดลงมาเคลื่อนไหวสะสมตัวอยู่ในกรอบแนวรับสำคัญบริเวณ 1.1600 – 1.1615 ซึ่งถือเป็นระดับที่ต่ำที่สุดในรอบประมาณ 6 สัปดาห์ การอ่อนค่าของเงินยูโรและการแข็งค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐในรอบนี้ ถูกขับเคลื่อนด้วยปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญสองด้าน คือ ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ และการปรับคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (Fed)
ปัจจัยพื้นฐานที่ส่งผลกระทบ (Fundamental Analysis)
1. ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน
สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะประเด็นความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ยังคงเป็นปัจจัยหลักที่กระตุ้นให้เกิดภาวะปิดรับความเสี่ยง (Risk-off) ในตลาดการเงิน ส่งผลให้นักลงทุนหันไปถือครองเงินดอลลาร์สหรัฐในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe-Haven Currency) นอกจากนี้ การหยุดชะงักของการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซยังเป็นตัวเร่งให้รากฐานของราคาน้ำมันทรงตัวในระดับสูง ซึ่งส่งผลต่อเนื่องไปยังความกังวลด้านเงินเฟ้อทั่วโลก
2. การปรับเปลี่ยนมุมมองดอกเบี้ยของ Fed
จากความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้นตามต้นทุนพลังงาน ทำให้ความหวังที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงในปีนี้ได้ลดเลือนไป ในทางกลับกัน ตลาดเริ่มเปลี่ยนมุมมองและคาดการณ์ว่า Fed อาจจำเป็นต้องคงอัตราดอกเบี้ยในระดับสูงไว้เป็นเวลานาน หรืออาจมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกครั้งก่อนสิ้นปี 2026 นอกจากนี้ ถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่ Fed (เช่น ประธาน Fed สาขาฟิลาเดลเฟีย) ยังเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการควบคุมเงินเฟ้อให้เบ็ดเสร็จก่อนที่จะคิดเรื่องการลดดอกเบี้ย
3. ความเปรียบเทียบระหว่างเศรษฐกิจสหรัฐฯ และยุโรป
เศรษฐกิจของสหรัฐฯ แสดงให้เห็นถึงความทนทานต่ออัตราดอกเบี้ยที่สูงได้ดีกว่าเมื่อเทียบกับฝั่งยูโรโซนและเอเชีย ความแตกต่างเชิงโครงสร้างทางเศรษฐกิจนี้ทำให้นักลงทุนมองว่าดอลลาร์สหรัฐมีความได้เปรียบและน่าดึงดูดมากกว่าเงินยูโรในระยะสั้น
บทวิเคราะห์ทางเทคนิค (Technical Analysis)
โครงสร้างราคาของ EUR/USD ในภาพรวมยังคงเป็นแนวโน้มขาลง (Downtrend) อย่างชัดเจนหลังจากหลุดแนวรับสำคัญๆ ลงมา
- แนวโน้มระยะสั้น (H1 / H4): ราคากำลังทดสอบและพยายามทรงตัวอยู่เหนือระดับจิตวิทยาที่ 1.1600 หากไม่สามารถรักษาฐานนี้ไว้ได้ มีโอกาสสูงที่ราคาจะไหลลงไปทดสอบแนวรับถัดไปที่ 1.1550
- อินดิเคเตอร์: ตัวชี้วัดทางเทคนิค เช่น MACD ในกราฟราย 4 ชั่วโมง เส้นสัญญาณยังคงเคลื่อนด้างอยู่ต่ำกว่าระดับศูนย์และชี้หัวลง สะท้อนถึงแรงขายที่ยังคงได้เปรียบ ขณะที่ Stochastic Oscillator ในกราฟรายชั่วโมงอยู่ต่ำกว่าระดับ 50 ซึ่งสนับสนุนภาพรวมที่เป็นฝั่งหมี (Bearish Momentum)
- กรณีการรีบาวด์: หากมีการฟื้นตัวระยะสั้น การปรับตัวขึ้นไปทดสอบแนวต้านบริเวณ 1.1615 – 1.1645 จะถูกมองว่าเป็นเพียงการย่อตัวเพื่อสะสมแรงขาย (Corrective Rebound) ตราบใดที่ราคายังไม่สามารถทะลุผ่าน 1.1645 ขึ้นไปได้อย่างมั่นคง แนวโน้มหลักยังคงเน้นฝั่งขาลง
สรุปแนวโน้มและคำแนะนำในการเทรด
แนวโน้มของ EUR/USD ยังคงเป็น Bearish (ขาลง) โดยมีดอลลาร์สหรัฐเป็นแรงขับเคลื่อนหลักจากปัจจัยหนุนรอบด้าน
- กลยุทธ์การเทรด: เน้นการหาจังหวะเปิดสถานะขาย (Short/Sell) เมื่อราคาเด้งรีบาวด์ไม่ผ่านแนวต้าน หรือเปิดสถานะตามเมื่อราคาหลุดแนวรับสำคัญ
- เป้าหมายระยะสั้น: แนวรับที่ 1.1550 และหากแรงขายยังมีต่อเนื่อง อาจมองเป้าหมายถัดไปในระยะกลางที่บริเวณ 1.1460
- จุดตัดขาดทุน (Stop Loss): ควรพิจารณาตั้งไว้เหนือระดับ 1.1645 เพื่อป้องกันความเสี่ยงหากสถานการณ์การเจรจาในตะวันออกกลางมีความคืบหน้าในเชิงบวกอย่างกะทันหัน ซึ่งอาจทำให้เงินดอลลาร์ถูกเทขายทำกำไรได้