เมื่อพายุสงครามเริ่มสงบ แต่คลื่นเศรษฐกิจยังถาโถม
หลังจากผ่านพ้นไตรมาสแรกของปี 2026 ที่เต็มไปด้วยความผันผวนจากประเด็นภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล และอิหร่าน ที่ลากยาวมานานกว่าเดือนครึ่ง จนส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันและห่วงโซ่อุปทานโลก ในสัปดาห์นี้เราเริ่มเห็นสัญญาณการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในตลาดค่าเงิน เมื่อมีความหวังเรื่องการหยุดยิง (Ceasefire) เข้ามาเป็นปัจจัยบวก
1. การฟื้นตัวของ Risk-on และการอ่อนตัวของดอลลาร์ (USD)
ในช่วงหกสัปดาห์ที่ผ่านมา ดอลลาร์สหรัฐทำหน้าที่เป็นสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe Haven) ได้อย่างดีเยี่ยม โดยพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจากความกังวลเรื่องสงคราม แต่เมื่อมีข่าวคราวการเจรจาสงบศึกในตะวันออกกลาง แรงเทขายดอลลาร์ก็เริ่มปรากฏให้เห็น ดัชนีดอลลาร์ (DXY) ปรับตัวลดลงจากจุดสูงสุด เนื่องจากนักลงทุนเริ่มโยกเงินกลับเข้าสู่สินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงขึ้น
2. คู่เงินที่น่าจับตา: EUR/USD และ GBP/USD
- EUR/USD: ยูโรเริ่มกลับมาหายใจคล่องคอขึ้น หลังจากที่โดนกดดันอย่างหนักจากราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นก่อนหน้านี้ ปัจจุบันราคากำลังทดสอบแนวต้านสำคัญในโซน 1.1742 – 1.1766 หากยืนเหนือระดับนี้ได้ มีโอกาสสูงที่จะเป็นจุดเปลี่ยนของแนวโน้มในระยะกลาง
- GBP/USD: ปอนด์อังกฤษแสดงความแข็งแกร่งอย่างโดดเด่น โดยดีดตัวขึ้นแรงกว่ายูโรเล็กน้อยหลังจากเบรกทะลุรูปแบบ Falling Wedge ขึ้นมาได้ การฟื้นตัวกว่า 2.1% ในสัปดาห์ล่าสุดทำให้ Cable เป็นหนึ่งในคู่เงินที่น่าสนใจที่สุดสำหรับขา Buy ในช่วงสั้นๆ นี้
3. น้ำมันและดอลลาร์แคนาดา (USD/CAD)
ราคาน้ำมันดิบที่มีการพักตัวลงอย่างรุนแรงหลังจากข่าวการหยุดยิง ส่งผลกระทบโดยตรงต่อค่าเงินที่ผูกกับสินค้าโภคภัณฑ์ (Commodity Currencies) โดยเฉพาะ CAD ทำให้เราเห็น USD/CAD ยังคงมีความผันผวนสูง แม้ดอลลาร์จะอ่อนค่าลง แต่ CAD ก็อ่อนค่าตามราคาน้ำมันเช่นกัน ทำให้คู่เงินนี้อาจจะเคลื่อนตัวในลักษณะ Sideways ในกรอบกว้าง
4. ปัจจัยพื้นฐานที่ต้องติดตามต่อ
- อัตราเงินเฟ้อ (Inflation): แม้ความตึงเครียดจะลดลง แต่ราคาพลังงานในช่วงก่อนหน้าได้ผลักดันให้เงินเฟ้อปี 2026 ขยับสูงขึ้นกว่าคาดการณ์เดิม ซึ่งอาจทำให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ชะลอการลดดอกเบี้ยที่เคยวางแผนไว้ในเดือนมิถุนายน
- สงครามการค้า (Tariff Shock): นอกเหนือจากเรื่องสงครามแล้ว มาตรการภาษีตอบโต้ระหว่างสหรัฐฯ ยุโรป และจีน ยังคงเป็นปัจจัยซ่อนเร้นที่พร้อมจะกลับมาเขย่าตลาดได้ตลอดเวลา
สรุปกลยุทธ์การเทรด
ในสถานการณ์ที่ความเชื่อมั่น (Sentiment) พลิกกลับจากการกลัวสุดขีดมาเป็นการมองโลกในแง่ดีแบบระมัดระวัง นักลงทุนควรเน้นการเทรดตามแนวโน้มใหม่ที่กำลังก่อตัว (Rebound) แต่ต้องไม่ประมาท เนื่องจากความผันผวนจากข่าวรายวัน (Headline Risk) ยังคงมีอยู่สูง การตั้ง Stop Loss ให้เหมาะสมกับความผันผวนของตลาดในปัจจุบันจึงเป็นเรื่องที่ห้ามละเลยเด็ดขาด
หมายเหตุ: บทความนี้เป็นเพียงการวิเคราะห์ข้อมูลตลาดเบื้องต้น ไม่ใช่คำแนะนำในการลงทุน ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลและบริหารความเสี่ยงด้วยตนเอง