ในช่วงที่ผ่านมา ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และสถานการณ์สงคราม (เช่น ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล และอิหร่าน ในช่วงต้นปี 2026) มักจะสร้างความตื่นตระหนกให้กับตลาดโลก ตามทฤษฎีแล้วทองคำควรจะทำหน้าที่เป็น “สินทรัพย์ปลอดภัย” (Safe Haven) ที่ราคาต้องพุ่งสูงขึ้น แต่ในความเป็นจริง ราคากลับมีการพักฐานหรือขยับขึ้นเพียงเล็กน้อย และบางช่วงยังปรับตัวลดลงด้วยซ้ำ
นี่คือสาเหตุหลักที่ทำให้ทองคำไม่ “วิ่ง” ตามคาดการณ์ของนักลงทุนส่วนใหญ่:
1. ปรากฏการณ์ “Sell on Fact” และการรับรู้ข่าวล่วงหน้า
บ่อยครั้งที่ราคาทองคำได้ขยับตัวขึ้นไป “รอ” ข่าวร้ายอยู่ก่อนแล้ว นักลงทุนสถาบันมักจะเข้าซื้อทองคำตั้งแต่ช่วงที่เริ่มมีสัญญาณความขัดแย้ง เมื่อสงครามปะทุขึ้นจริง ข่าวที่ออกมาจึงถูกมองว่าเป็น “ข้อเท็จจริงที่ตลาดรับรู้ไปหมดแล้ว” (Priced in) ทำให้นักลงทุนบางส่วนเลือกที่จะขายทำกำไร (Profit Taking) ทันที ส่งผลให้ราคาหยุดชะงักหรือปรับตัวลดลงแทนที่จะพุ่งต่อ
2. อัตราดอกเบี้ยและค่าเงินดอลลาร์ที่แข็งค่า
ทองคำเป็นสินทรัพย์ที่ไม่ให้ผลตอบแทนในรูปของดอกเบี้ย ในภาวะสงครามที่ส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้น อัตราเงินเฟ้อมักจะพุ่งตามไปด้วย สิ่งนี้บีบให้ธนาคารกลาง (โดยเฉพาะ Fed ของสหรัฐฯ) ต้องคงอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับสูงหรือปรับขึ้นอีกเพื่อสู้กับเงินเฟ้อ
- เมื่อดอกเบี้ยสูง: นักลงทุนย้ายเงินไปถือพันธบัตรที่ให้ผลตอบแทนแน่นอนมากกว่าทองคำ
- เมื่อดอลลาร์แข็ง: ทองคำซึ่งซื้อขายด้วยสกุลเงินดอลลาร์จะมีราคาแพงขึ้นสำหรับผู้ถือเงินสกุลอื่น ทำให้ความต้องการในตลาดโลกลดลง
3. “น้ำมัน” กลายเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยที่น่าสนใจกว่า
ในรอบนี้จะเห็นได้ชัดว่า “น้ำมัน” (Crude Oil) ทำหน้าที่เป็นสินทรัพย์ที่ตอบสนองต่อสงครามได้รุนแรงกว่าทองคำ เนื่องจากความขัดแย้งส่งผลกระทบโดยตรงต่อเส้นทางการขนส่งพลังงาน เช่น ช่องแคบฮอร์มุซ เมื่อราคาน้ำมันพุ่งแรง นักลงทุนสายเก็งกำไรจึงมองหาโอกาสในตลาดพลังงานมากกว่าการถือทองคำที่เคลื่อนไหวช้ากว่า
4. วิกฤตสภาพคล่อง (Liquidity Crunch)
ในยามที่เกิดความไม่แน่นอนสูง ตลาดหุ้นมักจะร่วงลงอย่างหนัก นักลงทุนรายใหญ่อาจถูกเรียกวางเงินประกันเพิ่ม (Margin Call) ในพอร์ตหุ้นหรือสินทรัพย์เสี่ยงอื่นๆ เพื่อรักษาพอร์ตเหล่านั้นไว้ พวกเขาจึงจำเป็นต้อง “ขายทองคำ” ซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องสูงและยังมีกำไรอยู่ เพื่อนำเงินสดไปเติมในส่วนที่ขาดทุน ทำให้ราคาถูกกดดันจากการขายฝืนใจนี้เอง
5. บทบาทของ “ทองคำดิจิทัล” และทางเลือกอื่น
ปัจจุบันนักลงทุนมีทางเลือกในการกระจายความเสี่ยงมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นสินทรัพย์ดิจิทัล หรือกองทุนประเภทต่างๆ ที่เน้นการบริหารจัดการความเสี่ยงแบบเชิงรุก แม้ทองคำจะยังมีความขลัง แต่เม็ดเงินลงทุนที่เคยไหลเข้าทองคำเพียงอย่างเดียวในอดีตได้ถูกแบ่งกระจายออกไปในหลายช่องทางมากขึ้น
บทสรุป
แม้สงครามจะเป็นปัจจัยบวกต่อทองคำ แต่ในโลกการเงินปัจจุบัน “นโยบายการเงิน” และ “ค่าเงินดอลลาร์” มีอิทธิพลเหนือกว่าอารมณ์ชั่วคราวจากข่าวสงคราม อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ยังมองว่าในระยะยาว ทองคำจะยังคงเป็นฐานรากที่สำคัญของพอร์ตการลงทุน เพียงแต่ในระยะสั้น ราคากำลังรอสัญญาณที่ชัดเจนจากการปรับลดอัตราดอกเบี้ยมากกว่าเสียงปืนในสมรภูมิ