ในช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2026 กำลังเผชิญกับบททดสอบครั้งสำคัญครับ หลังจากที่ราคาปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงปลายเดือนมกราคม จนหลุดระดับจิตวิทยาสำคัญที่ $75,000 (ประมาณ 2.4 – 2.5 ล้านบาท) ซึ่งถือเป็นระดับที่ต่ำที่สุดในรอบเกือบปี บทความนี้จะวิเคราะห์เจาะลึกว่าเกิดอะไรขึ้น และเราควรคาดหวังอะไรต่อจากนี้ครับ
1. สาเหตุที่ทำให้ราคา BTC ร่วงหนักในช่วงนี้
สาเหตุไม่ได้มาจากปัจจัยเดียว แต่เป็นผลกระทบแบบโดมิโนจากหลายภาคส่วน:
- แรงเทขายจากสถาบัน (ETF Outflows): ในเดือนมกราคม 2026 มีเงินไหลออกจาก Spot Bitcoin ETF ในสหรัฐฯ กว่า $1.6 พันล้าน นักลงทุนสถาบันเริ่มลดความเสี่ยง (Risk Reduction) หลังจากราคา BTC ไม่สามารถสร้าง Momentum ใหม่ได้
- การย้ายเงินไปหา “ทองคำ” และ “หุ้น AI”: ในขณะที่ BTC นิ่ง ทองคำกลับพุ่งทำ New High (ก่อนจะย่อตัว) และหุ้นกลุ่ม AI กลายเป็นเป้าหมายหลักของนักลงทุน ทำให้สภาพคล่องในตลาดคริปโตถูกดึงออกไป
- ปัจจัยทางการเมืองและนโยบาย Fed: การเสนอชื่อ Kevin Warsh เป็นประธาน Fed คนใหม่ และนโยบายภาษีของโดนัลด์ ทรัมป์ สร้างความไม่แน่นอนในตลาดสินทรัพย์เสี่ยง นอกจากนี้ยังมีรายงานข่าวความตึงเครียดในตะวันออกกลาง (เหตุระเบิดที่ท่าเรืออิหร่าน) ทำให้นักลงทุนเลือกถือเงินสดหรือสินทรัพย์ปลอดภัยมากกว่า
- การล้างพอร์ต (Liquidation): เมื่อราคาหลุดแนวรับสำคัญ ทำให้เกิดการบังคับขาย (Liquidate) สัญญา Long มูลค่ากว่า $2 พันล้านในเวลาอันสั้น ยิ่งเป็นการเติมเชื้อไฟให้ราคาร่วงแรงขึ้น
2. จะตกนานแค่ไหน และต่ำสุดเท่าไร?
นักวิเคราะห์หลายสำนักเริ่มมีมุมมองที่เป็น Bearish (ขาลง) ในระยะสั้นถึงกลาง:
- แนวรับสำคัญ (Bottom): หาก BTC ไม่สามารถยืนเหนือ $74,000 ได้ นักวิเคราะห์มองว่าอาจเห็นการร่วงลงไปทดสอบแนวรับถัดไปที่ $68,000 – $70,000 ซึ่งเป็นฐานราคาสำคัญของปี 2025
- ระยะเวลา: ผู้เชี่ยวชาญบางส่วนเตือนว่าปี 2026 อาจไม่ใช่ปีของคริปโต และเราอาจต้องรอการสะสมพลัง (Consolidation) อีกหลายเดือน หรืออาจถึงขั้นกินเวลาเป็น “ปี” หากไม่มีปัจจัยบวกใหม่ๆ เข้ามากระตุ้น
3. คาดการณ์จะขึ้นเมื่อไร และต้องรอข่าวอะไร?
การกลับตัวเป็นขาขึ้น (Reversal) ของ Bitcoin ในรอบนี้อาจต้องรอ “ไม้ตาย” จากปัจจัยเหล่านี้:
- นโยบายดอกเบี้ยที่ชัดเจน: หาก Fed ส่งสัญญาณหยุดขึ้นดอกเบี้ยหรือเริ่ม “ลดดอกเบี้ย” อย่างเป็นทางการเพื่อประคองเศรษฐกิจที่เริ่มชะลอตัว จะเป็นแรงส่งให้ BTC ทันที
- ความสงบทางภูมิรัฐศาสตร์: เมื่อสถานการณ์ความขัดแย้งในต่างประเทศเริ่มคลี่คลาย นักลงทุนจะกล้ากลับมาถือสินทรัพย์เสี่ยง (Risk-on) อีกครั้ง
- การกลับมาของรายย่อย (FOMO): ปัจจุบันวอลลุ่มเทรดลดลงกว่า 30-40% จากจุดสูงสุด ตลาดต้องการ “กระแส” หรือการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ ที่ทำให้ Bitcoin กลับมาอยู่ในหน้าข่าวอีกครั้ง
- Institutional Adoption รอบใหม่: การที่บริษัทขนาดใหญ่เริ่มกลับมาซื้อสะสม (Buy the dip) จะเป็นสัญญาณยืนยันว่าราคาได้ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว
มุมมองสำหรับเทรดเดอร์มือใหม่
ช่วงนี้คือช่วง “วัดใจ” ครับ ในทางเทคนิค BTC กำลังอยู่ในสภาวะ Oversold (ขายมากเกินไป) ในบาง Timeframe ซึ่งอาจมีการดีดตัวสั้นๆ (Dead Cat Bounce) ให้เห็น แต่การจะกลับไปทำ All-Time High ที่ $125,000 อีกครั้งอาจต้องใช้ความอดทนสูงมาก
กลยุทธ์แนะนำ: ไม่ควร “All-in” ในไม้เดียว แนะนำให้ใช้การสะสมแบบ DCA ในบริเวณแนวรับสำคัญ และติดตามข่าวการเคลื่อนไหวของเจ้ามือ (Whales) อย่างใกล้ชิดครับ