เมื่อราคาสินทรัพย์หลักในตลาดโลกเกิดความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจ พร้อมเหตุผลเบื้องหลังที่เทรดเดอร์ควรรู้ครับ
1. ทองคำ: พุ่งทะยานสู่ All-Time High ใหม่ ($4,800 – $4,900)
ราคาทองคำโลก (Spot Gold) ปรับตัวสูงขึ้นทำสถิติสูงสุดใหม่ในรอบหลายทศวรรษ โดยขยับเข้าใกล้ระดับ $5,000 ต่อออนซ์ ขณะที่ราคาทองในไทยพุ่งแรงจนน่าตกใจ (ขึ้นมากว่า 8,000 บาท ภายในไม่ถึงเดือน)
สาเหตุหลัก:
- สงครามการค้า US-EU: ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ขู่จะเก็บภาษีนำเข้าจากยุโรป 10% จนถึง 25% เพื่อกดดันในประเด็นการซื้อกรีนแลนด์ ทำให้ตลาดหุ้นฝั่งยุโรปดิ่งลงและนักลงทุนแห่ซื้อทองคำเพื่อหนีความเสี่ยง
- การตุนทองของธนาคารกลาง: ธนาคารกลางทั่วโลกยังคงเดินหน้าลดการถือครองดอลลาร์ และเปลี่ยนไปสะสมทองคำอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 15 ติดต่อกัน
- ทิศทางดอกเบี้ย Fed: ตลาดคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ จะลดดอกเบี้ยลงในปี 2026 นี้ ทำให้ทองคำซึ่งไม่มีดอกเบี้ยดูน่าดึงดูดกว่าการถือพันธบัตร
2. EUR: พุ่งสูงขึ้นเมื่อเทียบกับ USD (EUR/USD ดีดตัว)
แม้จะมีความกังวลเรื่องภาษีนำเข้า แต่ค่าเงินยูโรกลับแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐในภาพรวมของสัปดาห์นี้
สาเหตุหลัก:
- ดอลลาร์อ่อนค่า (Dollar Weakness): สหรัฐฯ กำลังเผชิญกับปัญหาหนี้สาธารณะที่พุ่งสูงและนโยบายภาษีที่อาจทำร้ายเศรษฐกิจตัวเองในระยะยาว ทำให้นักลงทุนเทขายดอลลาร์ออกมา
- ความต้องการถือเงินสกุลหลักอื่น: เมื่อดอลลาร์ถูกมองว่ามีความเสี่ยงจากนโยบายที่คาดเดายาก เงินยูโรจึงกลายเป็นหนึ่งในเป้าหมายของการกระจายความเสี่ยงชั่วคราว
3. BTC: ปรับตัวลงเล็กน้อย (Retracement)
ในขณะที่ทองคำพุ่งแรง Bitcoin กลับมีการปรับตัวลดลงจากระดับ $100,000+ ลงมาเคลื่อนไหวแถว $85,000 – $90,000 (ประมาณ 2.7 – 2.8 ล้านบาท)
สาเหตุหลัก:
- การสลับสินทรัพย์ (Asset Rotation): เมื่อเกิดความตึงเครียดทางการเมืองในระดับรัฐต่อรัฐ นักลงทุนบางส่วนเลือกที่จะย้ายเงินจาก “สินทรัพย์เสี่ยงดิจิทัล” กลับไปหา “ทองคำ” ที่มีความมั่นคงในเชิงกายภาพมากกว่า
- การขายทำกำไร (Profit Taking): หลังจาก BTC พุ่งขึ้นอย่างรุนแรงในช่วงก่อนหน้า เมื่อราคาชนแนวต้านสำคัญ นักลงทุนจึงเลือกขายเพื่อล็อคกำไรในช่วงที่มีข่าวความไม่แน่นอนสูง
- ความอ่อนไหวต่อข่าวภาษี: นโยบายภาษีและกำแพงการค้าของสหรัฐฯ ส่งผลกระทบต่อความเสี่ยงในตลาดทุน ซึ่ง Bitcoin มักจะเคลื่อนไหวตามอารมณ์ความเสี่ยงของตลาด (Risk-off Sentiment)
สรุปภาพรวม
ในตอนนี้ตลาดอยู่ในภาวะ “กลัวความเสี่ยง” (Risk-Off) อย่างชัดเจน ทำให้ ทองคำ เป็นพระเอกที่วิ่งแรงที่สุด ในขณะที่เงินสกุลหลักอย่าง EUR ได้อานิสงส์จากการอ่อนค่าของดอลลาร์ และ BTC พักตัวเพื่อรอดูทิศทางเศรษฐกิจโลกที่ชัดเจนกว่านี้ครับ