หาก EUR คืออัศวินแห่งยุโรป USD (ดอลลาร์สหรัฐ) ก็คือ “ราชา” ที่ครองบัลลังก์โลกการเงินมาอย่างยาวนาน ไม่ว่าคุณจะเทรดคู่เงินไหน ดอลลาร์สหรัฐมักจะมีส่วนเกี่ยวข้องเสมอ เพราะเป็นสกุลเงินที่ถูกใช้ในการทำธุรกรรมระหว่างประเทศและเป็นสินทรัพย์สำรองที่ใหญ่ที่สุดในโลก
1. ทำไม USD ถึงมีอิทธิพลต่อทุกกราฟ?
- World Reserve Currency: ธนาคารกลางทั่วโลกถือครอง USD ไว้เป็นทุนสำรองหลัก
- สื่อกลางสินค้าโภคภัณฑ์: ทองคำ น้ำมัน และสินค้าเกษตรส่วนใหญ่ในตลาดโลกถูกตั้งราคาเป็น USD
- Safe Haven (สินทรัพย์ปลอดภัย): เมื่อเกิดวิกฤตเศรษฐกิจหรือสงคราม นักลงทุนมักจะเทขายสินทรัพย์เสี่ยงแล้ววิ่งเข้าหาดอลลาร์ ทำให้ USD มักแข็งค่าในช่วงที่โลกมีความวุ่นวาย
2. ปัจจัยที่ทำให้ค่าเงิน USD “แข็งค่า” หรือ “อ่อนค่า”
การที่ดอลลาร์จะขยับไปทางไหน ส่วนใหญ่ขึ้นอยู่กับความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจสหรัฐฯ โดยมีปัจจัยหลักดังนี้:
ก. นโยบายการเงินของ Fed (Federal Reserve)
ธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือ Fed คือผู้ที่มีอำนาจสูงสุดในการกำหนดทิศทาง USD
- การปรับอัตราดอกเบี้ย: หาก Fed ขึ้นดอกเบี้ย เงินดอลลาร์จะดึงดูดนักลงทุนทั่วโลกให้เข้ามาถือครองเพื่อรับผลตอบแทนที่สูงขึ้น ส่งผลให้ USD แข็งค่า
- การทำ QE (พิมพ์เงิน): หาก Fed อัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ปริมาณเงินที่มากขึ้นจะทำให้ USD อ่อนค่า
ข. ตัวเลขการจ้างงานและเงินเฟ้อ
สหรัฐฯ ให้ความสำคัญกับปากท้องของประชาชนมาก ตัวเลขเหล่านี้จึงมีผลรุนแรงต่อกราฟ:
- Non-Farm Payrolls (NFP): รายงานการจ้างงานนอกภาคเกษตร ถ้าตัวเลขออกมาดี (คนมีงานทำเยอะ) สะท้อนเศรษฐกิจแกร่ง USD มักแข็งค่า
- CPI (Consumer Price Index): ดัชนีราคาผู้บริโภคหรือเงินเฟ้อ ถ้าเงินเฟ้อพุ่งสูง Fed มักจะถูกกดดันให้ขึ้นดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อ ซึ่งส่งผลให้ USD แข็งค่าตามไป
ค. ดัชนีค่าเงินดอลลาร์ (US Dollar Index – DXY)
เทรดเดอร์มืออาชีพจะไม่ได้ดูแค่กราฟคู่เงิน แต่จะดู DXY เป็นตัววัดความแข็งแกร่งรวมของดอลลาร์เทียบกับ 6 สกุลเงินหลัก (ซึ่ง EUR มีสัดส่วนสูงสุดถึง 57.6%)
- ถ้า DXY พุ่งขึ้น = ดอลลาร์แข็งค่า (กดดันให้คู่ EUR/USD วิ่งลง)
- ถ้า DXY ร่วงลง = ดอลลาร์อ่อนค่า (ส่งเสริมให้คู่ EUR/USD วิ่งขึ้น)
3. ตารางสรุป: สิ่งที่ส่งผลกระทบต่อ USD
| ปัจจัยทางการเงิน | ถ้าข่าวออกมา “ดีกว่าคาด” | ผลต่อ USD |
| อัตราดอกเบี้ย (Fed Funds Rate) | ปรับเพิ่มขึ้น | แข็งค่า (Up) |
| การจ้างงาน (Non-Farm) | จ้างงานเพิ่มขึ้นมาก | แข็งค่า (Up) |
| ความเชื่อมั่นผู้บริโภค | มั่นใจในเศรษฐกิจสูง | แข็งค่า (Up) |
| ภาวะสงคราม/วิกฤตโลก | ความเสี่ยงสูง (Safe Haven) | แข็งค่า (Up) |
4. ข้อควรระวังสำหรับมือใหม่
- ข่าวหลอก (Whipsaw): บ่อยครั้งที่ข่าวออกมาดี แต่ดอลลาร์ร่วงลงทันที นั่นอาจเป็นเพราะตลาดได้รับข่าวไปก่อนหน้าแล้ว (Price in) หรือมีปัจจัยอื่นซ้อนทับ
- ช่วงเวลาเทรด: ตลาดสหรัฐฯ จะเริ่มคึกคักที่สุดช่วงหัวค่ำของไทย (19:00 – 20:00 น. เป็นต้นไป) ซึ่งเป็นช่วงที่มีความผันผวนสูงที่สุดในวัน
สรุปสั้นๆ: การเทรด USD คือการมองหาว่า “เศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังแข็งแรงอยู่ไหม?” และ “Fed จะเอาอย่างไรกับดอกเบี้ย?” หากคุณตอบสองคำถามนี้ได้ คุณจะมองทิศทางดอลลาร์ได้ขาดขึ้นครับ